The Boy In The Striped Pajamas (2008)
เรท PG-13 ความยาว 94 นาที ประเภท : Drama | History | War
ผู้กำกับ : Mark Herman
บทประพันธ์ : John Boyne (นวนิยาย),Mark Herman(เขียนบท)
ดารานำแสดง : Asa Butterfield,David thewlis,Rupert Friend และ Vera Farmiga
รางวัลที่ได้รับ : ชนะเลิศ 2 รางวัล & ได้รับการเสนอเข้าชิงรางวัล 5 รางวัล รายละเอียด
---
วัยเยาว์เป็นวัยที่สวยงาม เพราะเหมือนผ้าขาวสะอาด พวกเขาไม่เคยแบ่งแยกแยกชนชั้น พวกเขาไม่เคยมีความคิดเกลียดชังและอยากทำร้ายกัน พวกเขาไม่มีข้อจำกัดใดๆ ในการสร้างความสัมพันธ์ และที่สำคัญพวกเขาไม่มีความคิดที่จะทำสงครามเหมือนผู้ใหญ่ แต่สงครามก็ทำให้เด็กผู้บริสุทธิ์กลายเป็นเหยื่อรับเคราะห์แทน โดยไม่เว้นว่าจะเป็นฝ่ายไหน ดังเรื่องราวของเด็กชาย 2 คนในหนังเรื่องนี้
วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2554
The Boy In The Striped Pajamas (2008) : เด็กชายในชุดนอนลายทาง
Biutiful (2010) : ชีวิตสวยด้วยใจแกร่ง
-
Biutiful (2010)
หนังเสปน ( Spain : Biutiful )
เรต :R เวลาฉาย : 148 นาที ประเภท: Drama
ผู้กำกับ :Alejandro González Iñárritu
ดารานำแสดง :Javier Bardem, Maricel Álvarez และ Hanaa Bouchaib
รางวัล และการเข้าชิง :Nominated for 2 Oscars. Another 11 wins & 32 nomination
--
ช่วง หลังๆ รสนิยมการดูหนังของฉันแปลกไปจนสังเกตได้ ฉันชอบดูหนังดราม่าหนักๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฉันต้องการหลบหลีกหนีจากปัญหาชีวิตของตัวเอง หรือว่า ต้องการพลังใจจากหนังมาช่วยให้เอาชนะปัญหาของตัวเองก็ไม่ทราบได้ แต่อย่างน้อยทุกครั้งที่ดูหนังเหล่านี้ ฉันรู้สึกดี และรู้ว่าแท้จริงแล้วชีวิตของคนเรามันไม่ได้ง่าย ไม่ได้สวยงามด้วยตัวมันเอง แต่ว่าเราต่างหากล่ะ ที่จะเ็ป็นคนรังสรรค์ภาพชีวิตของเราว่าจะให้เป็นแบบไหน
หนังเรื่องนี้เริ่มต้นก็สะกดคำว่า beautiful ผิดเสียแล้ว ซึ่งมาจากการที่ลูกชายของอักซ์บาลเขียนคำว่า beautiful ผิด ซึ่งอาจจะมีนัยยะที่ชี้ให้เราเห็นว่า จริงๆ ชีวิตก็เป็นอย่างนี้แหล่ะ มันไม่ได้สวยงามถูกต้องเพราะใครบอกหรอก แต่มันสวยงามได้จากตัวเราเอง
Biutiful (2010)
หนังเสปน ( Spain : Biutiful )
เรต :R เวลาฉาย : 148 นาที ประเภท: Drama
ผู้กำกับ :Alejandro González Iñárritu
ดารานำแสดง :Javier Bardem, Maricel Álvarez และ Hanaa Bouchaib
รางวัล และการเข้าชิง :Nominated for 2 Oscars. Another 11 wins & 32 nomination
--
ช่วง หลังๆ รสนิยมการดูหนังของฉันแปลกไปจนสังเกตได้ ฉันชอบดูหนังดราม่าหนักๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฉันต้องการหลบหลีกหนีจากปัญหาชีวิตของตัวเอง หรือว่า ต้องการพลังใจจากหนังมาช่วยให้เอาชนะปัญหาของตัวเองก็ไม่ทราบได้ แต่อย่างน้อยทุกครั้งที่ดูหนังเหล่านี้ ฉันรู้สึกดี และรู้ว่าแท้จริงแล้วชีวิตของคนเรามันไม่ได้ง่าย ไม่ได้สวยงามด้วยตัวมันเอง แต่ว่าเราต่างหากล่ะ ที่จะเ็ป็นคนรังสรรค์ภาพชีวิตของเราว่าจะให้เป็นแบบไหน
หนังเรื่องนี้เริ่มต้นก็สะกดคำว่า beautiful ผิดเสียแล้ว ซึ่งมาจากการที่ลูกชายของอักซ์บาลเขียนคำว่า beautiful ผิด ซึ่งอาจจะมีนัยยะที่ชี้ให้เราเห็นว่า จริงๆ ชีวิตก็เป็นอย่างนี้แหล่ะ มันไม่ได้สวยงามถูกต้องเพราะใครบอกหรอก แต่มันสวยงามได้จากตัวเราเอง
ป้ายกำกับ:
หนังสเปน
,
Alejandro González Iñárritu
,
Drama
In a Better World (2010) : ชัยชนะไม่อาจเกิดจากการใช้กำลัง
In a Better World (2010)
หนังเดนมาร์ก (Denmark :Hævnen -original title)
R 119 min - Drama | Thriller
ผู้กำกับ : Susanne Bier
ดารานำแสดง :Mikael Persbrandt, Trine Dyrholm และ Markus Rygaard
--
และแล้วก็ได้ดูหนังเรื่องนี้เสียที หลังจากที่รับรู้มานานว่าเป็นหนังที่ดีเรื่องหนึ่ง ขณะดูก็พยายามไม่คาดหวังมากนัก เพราะรู้ดีว่า ความคาดหวังจะเป็นตัวทำลายอรรถรสในการชมที่ร้ายแรงที่สุด
In a Better World เป็นเรื่องราวเของเด็ก 2 คนที่มาจากครอบครัวไม่สมบูรณ์คล้ายๆกัน สิ่งที่แตกต่างกันคือการอบรมสั่งสอนเลี้ยงดู ที่จริงแล้วการกระทำของเด็ก 2 คนนี้ที่เป็นตัวดำเนินเรื่องนั้นล้วนแต่มาจากผลกระทบมาจากครอบครัวเป็นหลัก นั่นเอง
หนังเดนมาร์ก (Denmark :Hævnen -original title)
R 119 min - Drama | Thriller
ผู้กำกับ : Susanne Bier
ดารานำแสดง :Mikael Persbrandt, Trine Dyrholm และ Markus Rygaard
--
และแล้วก็ได้ดูหนังเรื่องนี้เสียที หลังจากที่รับรู้มานานว่าเป็นหนังที่ดีเรื่องหนึ่ง ขณะดูก็พยายามไม่คาดหวังมากนัก เพราะรู้ดีว่า ความคาดหวังจะเป็นตัวทำลายอรรถรสในการชมที่ร้ายแรงที่สุด
In a Better World เป็นเรื่องราวเของเด็ก 2 คนที่มาจากครอบครัวไม่สมบูรณ์คล้ายๆกัน สิ่งที่แตกต่างกันคือการอบรมสั่งสอนเลี้ยงดู ที่จริงแล้วการกระทำของเด็ก 2 คนนี้ที่เป็นตัวดำเนินเรื่องนั้นล้วนแต่มาจากผลกระทบมาจากครอบครัวเป็นหลัก นั่นเอง
ป้ายกำกับ:
หนังเดนมาร์ก
,
Drama
,
Susanne Bier
,
Thriller
House of Sand and Fog (2003) : เพราะบางความฝันก็แบ่งปันกันไม่ได้
House of Sand and Fog (2003)
R 126 min - Drama
ผู้กำกับ :Vadim PerelmanPerelman
ดารานำแสดง : Jennifer Connelly, Ben Kingsley และ Ron Eldard
เกร็ด : สร้างจากจากนวนิยายขายดีติดอันดับ 1 ของอเมริกาของ Andre Dubus ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1999
---
คนเราทุกคนล้วนแต่มีความฝันกันในชีวิตทั้งสิ้นซึ่งก็แตกต่างกันไป มันจะไม่แปลกเลย และจะดำเนินไปได้อย่างดีถ้าเส้นทางความฝันนั้นไม่ไปทับล้ำเส้นกับความฝันของใคร เพราะมันจะเกิดเหตุการณ์ที่เกินความคาดหมายอีกมากมาย เหมือนชีวิตของคน 2 คนในหนังเรื่องนี้
Be with You (2004) : เธอจะกลับมาในหน้าฝน
Be with You (2004)
หนังญี่ปุ่น (Japan : Ima, ai ni yukimasu - Original title)
119 min - Drama | Fantasy | Romance
ผู้กำกับ :Nobuhiro Doi
งานเขียนของนักเขียนนวนิยาย Takuji Ichikawa (novel)
เขียนบทโดย Yoshikazu Okada
ดารานำแสดง :Yûko Takeuchi, Shidô Nakamura และ Akashi Takei
---
หนังญี่ปุ่น (Japan : Ima, ai ni yukimasu - Original title)
119 min - Drama | Fantasy | Romance
ผู้กำกับ :Nobuhiro Doi
งานเขียนของนักเขียนนวนิยาย Takuji Ichikawa (novel)
เขียนบทโดย Yoshikazu Okada
ดารานำแสดง :Yûko Takeuchi, Shidô Nakamura และ Akashi Takei
---
หนังเรื่องนี้ซื้อเก็บไว้นานมากๆ สมัยยังเป็น VCD อยู่เลย แต่คิด (ไปเอง) ว่ามันต้องเศร้ามากๆ แน่ๆ เลยไม่อยากจะหยิบมาดู :P ตอนนี้ฤดูฝนที่ฝนตกพรำๆ ทุกวัน บรรยากาศรอบตัวล้วนเป็นสีเทาๆ ชวนหดหู่เป็นที่สุด ก็เลยคิดว่า มันคงไม่มีอะไรแย่ไปกว่านี้แล้วล่ะ ตัดสินใจหยิบมานั่งดู
Be with You เป็นภาพยนต์ญี่ปุ่นที่สร้างจากนวนิยายขายดีเล่มหนึ่ง เป็นเรื่องราวของชายหนุ่มชื่อ ทาคูมิ (Shidô Nakamura) ผู้ซึ่งมีโรคประจำตัวที่เรียกว่า “Vasculo-Beche's disease” ไม่สามารถอยู่ท่ามกลางคนเยอะๆได้ ปัจจุบันเขาอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็กๆ กับลูกชายเพียง 2 คน เพราะภรรยาคือ มิโอะ (Yûko Takeuchi) ได้ลาโลกไปก่อน
Be with You เป็นภาพยนต์ญี่ปุ่นที่สร้างจากนวนิยายขายดีเล่มหนึ่ง เป็นเรื่องราวของชายหนุ่มชื่อ ทาคูมิ (Shidô Nakamura) ผู้ซึ่งมีโรคประจำตัวที่เรียกว่า “Vasculo-Beche's disease” ไม่สามารถอยู่ท่ามกลางคนเยอะๆได้ ปัจจุบันเขาอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็กๆ กับลูกชายเพียง 2 คน เพราะภรรยาคือ มิโอะ (Yûko Takeuchi) ได้ลาโลกไปก่อน
ป้ายกำกับ:
หนังญี่ปุ่น
,
Drama
,
Fantasy
,
Nobuhiro Doi
,
Romance
The Girl with Dragon Tattoo(2009) : หญิงสาวผู้มีรอยสักรูปมังกร
The Girl with the Dragon Tattoo (2009)
หนังสวีเดน (Sweden:Män som hatar kvinnor -original title)
เรต : R ความยาว : 152 นาที ประเภท : Crime | Drama | Mystery
ผู้กำกับ :Niels Arden Oplev
บทประพันธ์/เขียนบท : Nikolaj Arcel,Rasmus Heisterberg,Stieg Larsson (นวนิยาย)
ดารานำแสดง : Michael Nyqvist,Noomi Rapace และ Ewa Froling--
ฉัน ได้ยินเกี่ยวกับกิตติศัพท์ความสนุกของหนังเรื่องนี้มานาน แต่ยังไม่มีโอกาสได้ดูสักที เพิ่งจะมีโอกาสได้ดูก็วันนี้เอง และก็สมกับคำร่ำลือ
The Girl with the Dragon Tattoo เป็นส่วนหนึ่งของภาพยนต์ไตรภาคของชุด The Millennium Trilogy ที่มีอีกสองภาคชื่อ The Girl Who Played with Fire และ The Girl Who Kicked the Hornet's Nest ซึ่งฉันได้ดูติดต่อกันทั้ง 3 ภาคแล้วตัดสินว่า ภาคแรกสนุกที่สุด
ป้ายกำกับ:
หนังสวีเดน
,
Crime
,
Drama
,
Mystery
,
Niels Arden Oplev
Harold and Maude (1971): เห็นจะเป็นเพราะรัก
Harold and Maude (1971)
PG 91 min - Comedy | Romance
ผู้กำกับ :Hal Ashby
เีขียนบท : Colin Higgins
ดารานำแสดง :Ruth Gordon, Bud Cort และ Vivian Pickles
--
ใคร จะเชื่อว่าชายหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆ จะหลงรักหญิงชราวัย 79 ได้ แต่หนังเรื่องนี้สามารถทำให้เราเชื่อได้ ว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริงๆ ถ้าคุณได้รู้จักกับทั้งคู่แล้วคุณรักพวกเขาอย่างที่ฉันรัก :)
Harold and Maude เป็นเรื่องราวของชายหนุ่มชื่อ ฮาโรลด์ (Bud Cort) เขาเกิดในครอบครัวที่ร่ำรวย แต่ว่าขาดแคลนความรัก เขามีชีวิตที่หดหู่ซึมเซา จึงแสดงออกด้วยการแกล้งตายที่เรียกได้สมจริงสมจังมากชนิดนักแสดงมืออาชีพยัง อาย แต่ทว่าก็ไม่สามารถดึงดูดความสนใจจากมารดาได้
The Painted Veil(2006) : การให้อภัยที่แลกมาด้วยราคาแสนแพง
The Painted Veil (2006)
PG_13 125 min - Drama | Romance
ผู้กำกับ:John Curran
บทประพันธ์:W. Somerset Maugham
เขียนบท :Ron Nyswaner
ดารานำแสดง :Naomi Watts, Edward Norton และ Liev Schreiber
รางวัลที่ได้รับ : ดูรายละเอียด
--
บาง ครั้งระยะทางที่ไกลที่สุด คือ ระยะห่างระหว่างหัวใจของคนสองคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หัวใจที่เคยรักและถูกตอบแทนด้วยการทรยศมาก่อน ถ้าหากเป็นคุณ จะสามารถให้อภัยกับคนที่เคยรักได้ไหมถ้าเขาตอบแทนความรักที่มีให้ด้วยการนอก ใจ ... นี่คือเรื่องราวของคู่รักในหนังเรื่องนี้
The Painted Veil เป็นเรื่องราวของนายแพทย์หนุ่มวอลล์เตอร์ (Edward Norton) เขาตกหลุมรักหญิงสาวชาวลอนดอนแสนสวย คิตตี้ (Naomi Watts) เมื่อรู้ว่าจะต้องเดินทางไกลไปอยู่ประเทศจีนเพื่อรักษาผู้ป่วยในเวลาอันใกล้ จึงได้เอ่ยปากขอแต่งงานกับเธอ
คิตตี้นั้นยังเป็นเด็กสาวที่ยังไม่แน่ ใจตัวเอง แต่ตกปากรับคำแต่งงานไปเพราะทางครอบครัวสนับสนุน และตัวเธอเองต้องการจะมีอิสระพ้นจากปกครองของพ่อแม่เสียที แต่เมื่อแต่งงานไปแล้วถึงได้รู้ว่า บางครั้งชีวิตแต่งงานมันก็น่าเบื่อ โดยเฉพาะเมื่อได้อยู่กับวอลล์เตอร์ผู้เคร่งขรึม พูดน้อย มีหลายครั้งที่เธออดจะเหน็บแนมเขาไม่ได้ว่า "ถ้าคนเราต้องพูดเฉพาะเวลามีเรื่องพูดเท่านั้น คนทั้งโลกคงเป็นใบ้กันหมดแล้วล่ะ" เมื่อเขาบอกว่า "ผมก็เป็นอย่างนี้แหล่ะ ไม่รู้จะพูดอะไรในเมื่อมันไม่มีอะไรจะพูด"
ถ้าเป็นสมัยนี้คิตตี้คง จะบอกวอลล์เตอร์ว่า "เธอมันดีเกินไป" เพราะด้วยความเบื่อหน่ายกับสภาวะนี้เมื่อได้รู้จักกับชาร์ลี (Liev Schreiber) สามีของเพื่อนซึ่งคารมดี อารมณ์ขัน และมีเสน่ห์ ทำให้เธอเผลอใจไปมีความสัมพันธ์ด้วย และโชคร้ายที่วอลล์เตอร์สามีเธอก็รู้เรื่องนี้.. เขาขอหย่ากับเธอ
ชาร์ ลีนั้นไม่คิดจริงจังกับเธออยู่แล้ว ดังนั้นคิตตี้จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องติดตามสามีไปประเทศจีนด้วยการ เดินทางที่แสนยากลำบาก ช่วงเวลาที่อยู่เมืองจีนด้วยกัน เป็นช่วงเวลาที่แสนทรมานสำหรับคิตตี้ แม้ธรรมชาติรอบตัวจะสวยงามราวภาพวาด แต่การเฉยเมย เย็นชาที่สามีมีต่อเธอนั้นต่างหากที่ทำให้เธอทุกข์ทรมาน .. จนคราหนึ่งเธอทนไม่ไหวตะโกนถามเขาว่า "คุณจะลงโทษฉันไปถึงไหน" และคำตอบที่ได้รับถึงกับทำให้เธออึ้งไป "ผมไม่ได้ลงโทษคุณ ผมลงโทษตัวเองที่ปล่อยใจให้ตกหลุมรักคุณในครั้งนั้น"
ช่วง ที่วอลล์เตอร์ทำงานที่นี่เขาต้องพบกับความยากลำบากนานับประการ ด้วยว่าประชากรจำนวนมากของที่นี่ล้วนขาดแคลนหมอ และยา นอกจากนั้นพวกเขายังอยู่ภายใต้การระบาดของไข้อหิวาต์ คิตตี้เองพยายามทำตัวให้มีประโยชน์ด้วยการดูแลเด็กๆกับเหล่าแม่ชี และช่วงเวลาที่เลวร้ายนี้เองที่เป็นเสมือนกาวเชื่อมความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ให้กลับมาดีดังเดิม
.. แต่น่าเศร้าที่เมื่อได้ความรักคืนมา กลับต้องแลกกับบางสิ่งที่สำคัญไปแทน เขาถึงว่าทุกสิ่งมีราคาของมันเสมอ ไม่เว้นแม้ความรักและการให้อภัย
หนังเรื่องนี้ดำเินินเรื่องอย่างราบ เรียบ แต่คมคายด้วยบทสนทนา และการแสดงอารมณ์ที่มีพลังของดารานำทั้งสองทำให้เรื่องราวความรักในหนังดูสม จริง ฉันดูไปกดดันไปกับความสัมพันธ์ของทั้งคู่ และถึงกับหลั่งน้ำตาในฉากท้ายๆเรื่องเมื่อปล่อยอารมณ์ร่วมไปกับตัวละคร
สำหรับ ความเห็นของฉันที่มีต่อหนังเรื่องนี้ ถือว่าเป็นหนังรักที่ตราตรึงใจอีกเรื่องหนึ่งทีเดียว ฉันคิดว่าการให้อภัยแก่คนที่เรารักและวางใจเป็นสิ่งที่ทำยากก็จริง แต่ที่ยากกว่าคือการให้อภัยตัวเอง เพราะการอภัยจากการกล่าวโทษตัวเองนั้นเป็นการปลดปล่อยทั้งผู้กระทำ และผู้ถูกกระทำ ให้หลุดพ้นจากพันธนาการที่เรานำมาครอบตัวและหัวใจเราเอง..
PG_13 125 min - Drama | Romance
ผู้กำกับ:John Curran
บทประพันธ์:W. Somerset Maugham
เขียนบท :Ron Nyswaner
ดารานำแสดง :Naomi Watts, Edward Norton และ Liev Schreiber
รางวัลที่ได้รับ : ดูรายละเอียด
--
บาง ครั้งระยะทางที่ไกลที่สุด คือ ระยะห่างระหว่างหัวใจของคนสองคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หัวใจที่เคยรักและถูกตอบแทนด้วยการทรยศมาก่อน ถ้าหากเป็นคุณ จะสามารถให้อภัยกับคนที่เคยรักได้ไหมถ้าเขาตอบแทนความรักที่มีให้ด้วยการนอก ใจ ... นี่คือเรื่องราวของคู่รักในหนังเรื่องนี้
The Painted Veil เป็นเรื่องราวของนายแพทย์หนุ่มวอลล์เตอร์ (Edward Norton) เขาตกหลุมรักหญิงสาวชาวลอนดอนแสนสวย คิตตี้ (Naomi Watts) เมื่อรู้ว่าจะต้องเดินทางไกลไปอยู่ประเทศจีนเพื่อรักษาผู้ป่วยในเวลาอันใกล้ จึงได้เอ่ยปากขอแต่งงานกับเธอ
คิตตี้นั้นยังเป็นเด็กสาวที่ยังไม่แน่ ใจตัวเอง แต่ตกปากรับคำแต่งงานไปเพราะทางครอบครัวสนับสนุน และตัวเธอเองต้องการจะมีอิสระพ้นจากปกครองของพ่อแม่เสียที แต่เมื่อแต่งงานไปแล้วถึงได้รู้ว่า บางครั้งชีวิตแต่งงานมันก็น่าเบื่อ โดยเฉพาะเมื่อได้อยู่กับวอลล์เตอร์ผู้เคร่งขรึม พูดน้อย มีหลายครั้งที่เธออดจะเหน็บแนมเขาไม่ได้ว่า "ถ้าคนเราต้องพูดเฉพาะเวลามีเรื่องพูดเท่านั้น คนทั้งโลกคงเป็นใบ้กันหมดแล้วล่ะ" เมื่อเขาบอกว่า "ผมก็เป็นอย่างนี้แหล่ะ ไม่รู้จะพูดอะไรในเมื่อมันไม่มีอะไรจะพูด"
ถ้าเป็นสมัยนี้คิตตี้คง จะบอกวอลล์เตอร์ว่า "เธอมันดีเกินไป" เพราะด้วยความเบื่อหน่ายกับสภาวะนี้เมื่อได้รู้จักกับชาร์ลี (Liev Schreiber) สามีของเพื่อนซึ่งคารมดี อารมณ์ขัน และมีเสน่ห์ ทำให้เธอเผลอใจไปมีความสัมพันธ์ด้วย และโชคร้ายที่วอลล์เตอร์สามีเธอก็รู้เรื่องนี้.. เขาขอหย่ากับเธอ
ชาร์ ลีนั้นไม่คิดจริงจังกับเธออยู่แล้ว ดังนั้นคิตตี้จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องติดตามสามีไปประเทศจีนด้วยการ เดินทางที่แสนยากลำบาก ช่วงเวลาที่อยู่เมืองจีนด้วยกัน เป็นช่วงเวลาที่แสนทรมานสำหรับคิตตี้ แม้ธรรมชาติรอบตัวจะสวยงามราวภาพวาด แต่การเฉยเมย เย็นชาที่สามีมีต่อเธอนั้นต่างหากที่ทำให้เธอทุกข์ทรมาน .. จนคราหนึ่งเธอทนไม่ไหวตะโกนถามเขาว่า "คุณจะลงโทษฉันไปถึงไหน" และคำตอบที่ได้รับถึงกับทำให้เธออึ้งไป "ผมไม่ได้ลงโทษคุณ ผมลงโทษตัวเองที่ปล่อยใจให้ตกหลุมรักคุณในครั้งนั้น"
ช่วง ที่วอลล์เตอร์ทำงานที่นี่เขาต้องพบกับความยากลำบากนานับประการ ด้วยว่าประชากรจำนวนมากของที่นี่ล้วนขาดแคลนหมอ และยา นอกจากนั้นพวกเขายังอยู่ภายใต้การระบาดของไข้อหิวาต์ คิตตี้เองพยายามทำตัวให้มีประโยชน์ด้วยการดูแลเด็กๆกับเหล่าแม่ชี และช่วงเวลาที่เลวร้ายนี้เองที่เป็นเสมือนกาวเชื่อมความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ให้กลับมาดีดังเดิม
.. แต่น่าเศร้าที่เมื่อได้ความรักคืนมา กลับต้องแลกกับบางสิ่งที่สำคัญไปแทน เขาถึงว่าทุกสิ่งมีราคาของมันเสมอ ไม่เว้นแม้ความรักและการให้อภัย
หนังเรื่องนี้ดำเินินเรื่องอย่างราบ เรียบ แต่คมคายด้วยบทสนทนา และการแสดงอารมณ์ที่มีพลังของดารานำทั้งสองทำให้เรื่องราวความรักในหนังดูสม จริง ฉันดูไปกดดันไปกับความสัมพันธ์ของทั้งคู่ และถึงกับหลั่งน้ำตาในฉากท้ายๆเรื่องเมื่อปล่อยอารมณ์ร่วมไปกับตัวละคร
สำหรับ ความเห็นของฉันที่มีต่อหนังเรื่องนี้ ถือว่าเป็นหนังรักที่ตราตรึงใจอีกเรื่องหนึ่งทีเดียว ฉันคิดว่าการให้อภัยแก่คนที่เรารักและวางใจเป็นสิ่งที่ทำยากก็จริง แต่ที่ยากกว่าคือการให้อภัยตัวเอง เพราะการอภัยจากการกล่าวโทษตัวเองนั้นเป็นการปลดปล่อยทั้งผู้กระทำ และผู้ถูกกระทำ ให้หลุดพ้นจากพันธนาการที่เรานำมาครอบตัวและหัวใจเราเอง..
Dangerous Beauty (1998) : แรงปรารถนาเริ่มต้นที่ใจ
Dangerous Beauty (1998)
เรท :R ความยาว :111 นาที ประเภท : Biography | Drama | Romance
ผู้กำกับ: Marshall Herskovitz
บทประพันธ์/เขียนบท :Margaret Rosenthal (นวนิยาย), Jeannine Dominy
ดารานำแสดง :Catherine McCormack, Rufus Sewell,Naomi Wattsและ Oliver Platt
---
ตอนแรกที่เจอหนังเรื่องนี้ ฉันคิดว่าเป็นหนังเนื้อเรื่องน้ำเน่าธรรมดา แต่ IMDb ให้คะแนนตั้ง 7.00 ซึ่งไม่ธรรมดาสำหรับหนังแนวนี้ เลยดูไปเรื่อยเผลอแปบเดียวจบถึงได้รู้ว่า หนังเรื่องนี้ "มีดี" มากกว่าหุ่นสวยๆ ของนางเอก 5555
หนังสร้างจากชีวิตของ Veronica Franco ที่มีตัวตนจริงๆ เธอเกิดใน 1546 และตายใน 1591 เมื่ออายุ 45 ปี เธอเป็นโสเภณีที่มีชื่อเสียงที่สุดในอิตาลี นอกจากนั้นยังมีชื่อเสียงในเรื่องการเขียนบทกวี ซึ่งมีเนื้อหาเสียดสีสังคมอีกด้วย
---
Dangerous Beauty เป็นเรื่องของหญิงสาวที่เกิดมาอย่างไม่มีสิทธิ์มีเสียงอะไรในสังคม มีชีวิตต้องผูกติดกับประเพณีในยุคนั้นที่มีค่านิยมกดผู้หญิงให้ต่ำกว่าชาย แต่เธอมีความกล้าหาญที่จะทำตามหัวใจของเธอเอง จนได้รับการยอมรับในที่สุดแม้ว่ากว่าจะถึงวันนั้น ชีวิตก็ทารุณต่อเธออย่างสาหัญสากรรจ์
ป้ายกำกับ:
Biography
,
Drama
,
Marshall Herskovitz
,
Period
,
Romance
The Heart Of Me (2002) : หัวใจฉัน หัวใจเขา หัวใจเธอ
The Heart of Me (2002)
เรต : R เวลาฉาย : 96 นาที ประเภท : Drama | Romance
ผู้กำกับ :Thaddeus O'Sullivan
บทประพันธ์ /เขียนบท :Rosamond Lehmann (นวนิยาย), Lucinda Coxon
ดารานำแสดง : Helena Bonham Carter, Olivia Williams และ Paul Bettany
รางวัลที่ได้รับ :
1. ชนะเลิศรางวัล British Independent Film Award ประเภท Best Actress - Olivia Williams ในงาน British Independent Film Awards 2003
2. ชนะเลิศรางวัล Evening Standard British Film Award ประเภท Best Actor-Paul Bettany ในงาน Evening Standard British Film Awards 2004
--
ความ รัก และความปรารถนา เป็นสิ่งผลักดันในทางบวกที่ดีกับชีวิต แต่บางครั้งแรงปรารถนาบางอย่างกับบางคนนั้น ก็เป็นสิ่งที่ควรระมัดระวังที่จะเลือกเสพ ดังเช่นชีวิตรักชายหนุ่มกับหญิงสาวในภาพยนต์เรื่องนี้ ที่แรงปรารถนาเป็นตัวนำพาพวกเขาเข้าหากันอย่างแนบชิด .. แต่ความรักที่ทั้งคู่มีต่อกันกลับฉุดกระชากให้พวกเขาต้องแยกจากกันนิรันดร์ เพราะความรักนั้นเกิดขึ้นอย่างไม่ถูกต้อง
The Heart of me เป็นภาพยนต์อังกฤษ เรื่องราวจึงเกิดขึ้นที่ลอนดอนในปี 1930 ซึ่งเป็นภาวะก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 มีพี่น้องสองสาวที่สวยงามไม่แพ้กัน แต่ว่ากลับมีอุปนิสัยวาจาท่าทางที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
เมดิลีน (Olivia Williams) ผู้พี่นั้น สวยสง่า และเป็นสาวสังคมที่เนี๊ยบทุกกระเบียดนิ้ว เธอแต่งงานแล้วกับชายหนุ่มนักธุรกิจหล่อ ริกกี้ ((Paul Bettany) ทั้งคู่มีบุตรชาย 1 คน ส่วนน้องสาวของเธอ คือ ไดน่า ((Helena Bonham Carter)เป็นหญิงสาวอารมณ์อ่อนไหว ไดน่าเป็นจิตรกร ที่มีบุคลิกรักอิสระ ร่าเริงแจ่มใส เป็นตัวของตัวเอง ทั้งสองพี่น้อง และริกกี้ผู้เป็นพี่เขยอยู่ร่วมกันในบ้านหลังใหญ่หรูหราด้วยกัน
แม้ ว่าเมดิลีนจะพยายามหาชายหนุ่มในสังคมหรูที่มีประวัติดี ฐานะดี เพื่อจับคู่ให้กับน้องสาว และสำเร็จจนพวกเขาได้ประกาศหมั้นกันในงานสังคมในคืนหนึ่ง แต่นั่นกลายเป็นชนวนที่ทำให้เรื่องราวรักสามเส้าในหนังเรื่องนี้เกิดขึ้น เพราะริกกี้นั้นแอบหลงไหลความร่าเริงมีเสน่ห์ของไดน่ามาก่อนหน้านี้แ้ล้ว
เมื่อ ได้รู้ว่าเธอจะหมั้นเขาจึงกล้าที่จะเข้าไปบอกให้เธอยกเลิกเสีย และเผยความในใจออกไป ซึ่งตรงกับใจของสาวน้อยอยู่แล้ว และในคืนวันปีใหม่ที่คนทั้งเมืองกำลังเพลิดเพลินกับพลุบนฟ้า นับเวลาถอยหลังกันอย่างสนุกสนานนั้นเอง พวกเขาแอบมีความสัมพันธุ์ลึกซึ้งกัน...
เป็นธรรมดาว่าผู้หญิงเรามัก จะมีสัญชาตญาณไวในเรื่องเหล่านี้ เมดิลีนก็เช่นกัน แม้เธอจะรู้สึกอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่มั่นใจนักจึงปล่อยความวิตกกังวลไว้ในใจ และดำเนินชีวิตไปตามปกติ โดยทั้งไดน่ากับริกกี้ยังคงลักลอบมีความสัมพันธ์กันโดยเช่าอพาร์ทเม้นท์หลัง หนึ่งไว้เป็นรังรัก
ราวกับว่าการกระทำที่ไม่ถูกต้องนี้ต้องถึงเวลาชด ใช้ ไม่นานไดน่าก็ค้นพบว่าเธอกำลังตั้งครรภ์ อีกทั้งเมื่อเรื่องราวถึงหูพี่สาว ความสัมพันธ์ของพี่น้องก็ต้องเปลี่ยนแปลงไป แต่พวกเขาทั้ง 3 ยังต้องผ่านเรื่องราวอีกมากมายที่จะต้องเรียนรู้ผ่านความสัมพันธ์ที่เชื่อม โยงกัน
ริกกี้และไดน่า ความรักของพวกเขาจะเพียงพอหรือไม่ที่จะนำพานาวาชีวิตนี้ให้ลอยล่องไปได้ อย่างที่ใจปรารถนา และสำหรับไดน่ากับเมดิลีนนั้น ท้ายที่สุดแล้วความสัมพันธ์ระหว่างสายเลือดยังเข้มข้นพอไหมที่จะสามารถให้ อภัยกัน ในช่วงหลังของเรื่องจะนำพาเราเข้าสู่บทชีิวิตของพวกเขา 3 คน
ใน ความเห็นของฉันโดยตัวบทของหนังนั้นที่จริงแล้วเรียบมาก สมกับสร้างจากนวนิยายรักๆ ใคร่ๆ เรื่องหนึ่ง (เรียกภาษาชาวบ้านคือ นิยายน้ำเน่านั่นแหล่ะ :P) แต่ที่หนังเรื่องนี้มีความพิเศษคือ การได้ดารานำทั้ง 3 มาแสดง ที่มีฝีมือเยี่ยมๆ และบทละครที่มีมิติ และมีพัฒนาการอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่แรกจนถึงจบ จึงถึงว่าเป็นละครน้ำเน่าที่ทำออกมาแล้วดูดีทีเดียว เป็นหนังที่ดูแล้วสนุก ดูเพลินอย่างยิ่ง
(ที่จริงวัตถุประสงค์การชมของฉัน คือ กำลังขุดงานของ เฮเลน่า บอนแฮม คาร์เตอร์มาดูให้ครบน่ะ แต่กลายเป็นว่าผลพลอยได้คือรู้สึกว่า พอล เบธธานี่ หล่อมากในหนังเรื่องนี้ พลอยชอบเขาไปด้วยเลย ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เฉยๆ )ถ้าพูดถึงฝีมือการแสดงของเฮเลน่าในเรื่องนี้นั้น มีเสน่ห์อย่างมาก ที่ขนาดเมื่อเธอร้องไห้ ก็อดทำให้เราแอบน้ำตารื้นไปกับเธอด้วยความสงสาร .. อ่อ เรื่องนี้เธอเปลืองตัวนิดนึงนะ แต่ก็ทำให้เรารู้ว่า ที่จริงสาวเพี้ยนๆอย่างเธอก็เซ็กซี่เหมือนกันเนอะ :P
ดูหนังจบนึกถึง ประโยคที่ว่า "ทุกๆความสุขที่เราได้เสพ ล้วนมีราคาที่ต้องจ่ายทั้งสิ้น" หนังเรื่องนี้อธิบายคำกล่าวนี้ได้อย่างดี เพราะโลกนี้ไม่มีอะไรฟรี โดยเฉพาะถ้าหากว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ผิดศีลธรรมด้วยแล้วละก็ ราคาที่ต้องจ่ายบางครั้งแพงขนาดอาจจะต้องจ่ายด้วยความทุกข์ใจไปทั้งชีวิตเลย ก็ได้ ...
--- The Heart Of Me (2002) : Movie Trailer
The Brest Fortress (2010) : ภารกิจป้องกันป้อมปราการจากนาซี
The Brest Fortress (2010)
หนังรัสเซีย (ฺRussia : Brestskaya krepost-Original title)
138 min - Action | Drama | War
ผู้กำกับ :Alexander Kott
เีขียนบท: Igor Ugolnikov (โครงเรื่อง), Vladimir Yeryomin
ดารานำแสดง :Andrey Merzlikin, Pavel Derevyanko และ Veronika Nikonova
รางวัลที่ได้รับ :
1.ชนะรางวัล Best Costume Designer,Best Production Designer,Best Sound ในการประกวด Nika Awards 2011
--
The Brest Fortress (2010)เป็นภาพยนต์รัสเซียที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของความกล้าหาญของทหาร รัสเซียในการป้องกันป้อมปราการ Brest ในกรุงเบลารุสเมื่อปี 1941 จากการรุกรานของทหารเยอรมัน โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็นภาพยนต์ที่ดีที่สุดเกี่ยวกับ สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เราได้เคยดู สำหรับ Imdb นั้นให้คะแนนอยู่ที่ 7.5 ซึ่งก็ถือว่าเป็นคะแนนในเกรดหนังคุณภาพเรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้ แม้ว่าภาพยนต์เรื่องนี้จะไม่ได้เผยแพร่ในวงกว้างมากมายนัก
สำหรับคนที่สนใจภาพยนต์เกี่ยวกับสงคราม โดยเฉพาะสงครามโลกครั้งที่ 2 ฉันขอแนะนำว่า คุณไม่ควรจะพลาดหนังเรื่องนี้ เพราะจะทำให้มุมมองของคุณที่มีต่อสงครามโลกกว้างไกลมากขึ้น ฉันเชื่อว่าเมื่อดูหนังเรือ่งนี้จบ คุณจะต้องประทับใจอย่างแน่นอน ขอการันตรี
ป้ายกำกับ:
2010
,
หนังรัสเซีย
,
Alexander Kott
,
Drama
,
War
The White Massai (2005) : เธอรัก เธอหลง หรือว่า เธอหลงทางรัก?
The White Massai (2005)
หนังเยอรมัน ( German : Die weisse Massai -Original title)
เวลาฉาย :131 นาที ประเภท : Drama | Romance
ผู้กำกับ : Hermine Huntgeburth
บทประพันธ์/เขีียนบท :
Corinne Hofmann (นวนิยาย), Johannes W. Betz (เขียนบท)
ดารานำแสดง :Nina Hoss, Jacky Ido และ Katja Flint
รางวัลที่ได้รับ :ชนะรางวัลประเภท Best Actress:Nina Hoss ในการประกวด Bavarian Film Awards 2006
--
ความ รัก และความหลง ใกล้เคียงกันชนิดบางครั้งคุณก็ไม่รู้หรอกว่าความรู้สึกที่คุณกำลังเป็นอยู่ คืออารมณ์ชนิดไหนกันแน่ แต่ที่รู้ๆคือ ความรักนั้นก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ และมั่นคง แต่ขณะเดียวกันความหลงจะเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และมีพลังรุนแรงที่ผลักดันชีวิตคุณให้เปลี่ยนได้อย่างคาดไม่ถึง แต่มันเกิดและหมดได้เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น
ภาพยนต์เยอรมัน เรื่องนี้สร้างจากหนังสือนวนิยายเรื่อง "The white Masai" ของ Corinne Hofmann ซึ่งถ่ายทอดจากชีวิตจริงของเธอเอง โดยเป็นเรื่องราวของความสัมพันธ์ของคนสองคนที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้น เชิงในแทบจะทุกด้าน แน่นอนว่ามุมมองของความสัมพันธ์นี้ย่อมมาจากทางฝ่ายหญิงในการเล่าเรื่องถึง เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น
The White Massai ดำเนินเรื่องเริ่มต้นขึ้นเมื่อหญิงสาวชาวสวิสโคโลร่า ( Nina Hoss) กับสเตฟาน แฟนหนุ่มที่คบกันมาถึง 2 ปีเดินทางมาเที่ยวที่ประเทศเคนย่า ในวันสุดท้ายของทริปนี้ เธอและแฟนหนุ่มตกอยู่ในภาวะคับขันทั้งตกรถ และโดนชนพื้นเมืองดักรุมจี้ แต่โชคดีที่ได้รับความช่วยเหลือจากหนุ่มนักรบเผ่ามาไซชื่อ เลมาเรียน (Jacky Ido) กับเพื่อนช่วยเหลือไว้
ป้ายกำกับ:
หนังเยอรมัน
,
Drama
,
Hermine Huntgeburth
,
Romance
A Woman in Berlin (2008) : สงครามสงบ แต่บางสิ่งที่เลวร้ายกว่าเพิ่งจะเริ่มต้น
A Woman in Berlin (2008)
หนังเยอรมัน (Germany:Anonyma -Eine Frau in Berin-Original title)
ไม่มีเรท ความยาว :131 นาที ประเภท: Drama | History | War
ผู้กำกับ :Max Färberböck
บทประพันธ์/เขียนบท : Max Färberböck, Catharina Schuchmann
ดารานำแสดง :Nina Hoss, Evgeniy Sidikhin และ Irm Hermann
รางวัลที่ได้รับ: ชนะเลิศรางวัลประเภท Best International Feature ในงานประกวด Santa Barbara International Film Festival 2009
--
ภาพยนต์เรื่องนี้สร้างจากไดอารี่ของหญิงชาว เยอรมัน Marta Hillers (1911--2001) ที่ถูกค้นพบหลังจากเธอเสียชีวิตได้ 2 ปี มาร์ธาเป็นนักหนังสือพิมพ์และนิตยสารที่ทำงานในยุคนาซี โดยบางช่วงก็ได้ทำหน้าที่เขียนใบปลิวเชิญชวนเยาวชนให้เข้าร่วมเป็นทหารด้วย แม้กระนั้นเธอก็ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคแต่อย่างใด
A woman in Berlin เป็นเรื่องราวของหญิงสาวนิรนามอายุประมาณ 30 ปีชาวเยอรมัน (Nina Hoss) เธอได้จดบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับการเอาตัวรอดในเหตุการณ์ต่างๆ ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อทหารรัสเซียรุกเข้ามาในกรุงเบอร์ลินช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 1945 หลังจากสงครามโลกสงบได้เพียง 1 วัน
ป้ายกำกับ:
หนังเยอรมัน
,
Drama
,
History
,
Max Farberbock
,
War
The Young Victoria (2009) : ความรักที่ยิ่งใหญ่ของราชินีวิคตอเรีย
The Young Victoria (2009)
เรต :PG ความยาว : 105 นาที ประเภท : Biography | Drama | History
ผู้กำกับ :Jean-Marc Vallée
บทประพันธ์/เขียนบท : Julian Fellower
ดารานำแสดง : Emily Blunt , Rupert Friend และ Paul Bettany
รางวัลที่ได้รับ : ได้รับการเสนอเข้าชิงรางวัลออสการ์ 12 รางวัล & ชนะเลิศ 9 รางวัล ดูรายละเอียด
เกร็ดความรู้ : สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย พระราชินีอังกฤษในช่วงระหว่าง 20 มิถุนายน ค.ศ. 1837 - 22 มกราคม 1901 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์อังกฤษที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ (63ปี) และทรงมีสายพระโลหิตสืบทอดมาเป็นเชื้อพระวงศ์ทั่วยุโรป
credit : wikipedia.org
--
ฉันมีแผ่นหนังเรื่องนี้เก็บไว้นานแล้ว แต่ดูครั้งแรกขอสารภาพว่าดูไม่จบ เลยทิ้งมันไว้อย่างนั้น ไม่รู้ว่าใครเป็นเหมือนฉันหรือเปล่าที่ว่า หนังบางเรื่องต้องรอ เวลา+อารมณ์ ในการดู ถึงจะได้อรรถรสของหนังเรื่องนั้นอย่างเต็มที่ เหมือนดังที่ดูหนังเรื่องนี้แล้วเกิด "อิน" ในครั้งที่สอง
The Young Victoria เป็นเรื่องราวในยุควิคตอเรีย ภาพยนต์ถ่ายทอดเรื่องราวความรัก ชีวิตคู่ของราชินีวิคตอเรีย (Emily Blunt) กับพระสวามี เจ้าชายอัลเบิร์ต (Rupert Friend) ที่ทำออกมาได้ละเอียดอ่อน โรแมนติก สวยงาม
ป้ายกำกับ:
Biography
,
Drama
,
History
,
Jean-Marc Vallée
,
Period
The Duchess (2008) : พิศวาส อำนาจ และความรักที่มาช้าเกินไป
The Duchess (2008)เรท : PG13 ความยาว 110 นาที ประเภท : Biography | Drama |History
ผู้กำกับ : Saul Dibb
บทประพันธ์/เขียนบท : Jeffrey Hatcher , Anders Thomas Jensen
ดารานำแสดง : Keira Knightley,Ralph Fiennes และ Dominic Cooper
รางวัลที่ได้รับ : เสนอเข้าชิงรางวัลออสการ์ 16 รางวัล & ชนะเลิศ 4 รางวัล ดูรายละเอียด
---
ฉันดูเรื่องนี้ในวันนี้เป็นครั้งที่ 2 เพราะครั้งแรกดูแล้วหลับ ทำให้ดูไม่จบ 555 ระยะเวลาการดูจากครั้งแรกห่างกันนานถึง 2-3 ปี ซึ่งให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันจากการชมครั้งแรกอย่างสิ้นเชิง อาจเพราะวันเวลาทำให้ฉันเติบโตขึ้นจนสามารถเข้าใจสภาวะของตัวละครที่กำลังประสบอยู่ก็เป็นได้
The Duchess เป็นภาพยนต์ที่สร้างจากเค้าโครงเรื่องชีวิตจริงของสตรีชั้นสูงของอังกฤษ หนังเล่าเรื่องราวว่าเกิดขึ้นในตอนปลายศตวรรษที่สิบแปดของอังกฤษ ตัวเอกคือ จอร์เจียนา สเปนเซอร์(Keira Knightley) สาวน้อยผู้สดสวยงดงาม เธอได้แต่งงานกับดยุค (Ralph Fiennes)ชายวัยกลางคนผู้เป็นพ่อม่ายเมียตาย ด้วยความเห็นชอบจากมารดาคือ เลดี้สเปนเซอร์ (Charlotte Rampling) ผู้สูงศักดิ์
Love in the Time of Cholera (2007) : คุณจะรอคนที่คุณรักได้ยาวนานขนาดไหน?
Love in the Time of Cholera (2007)
เรท : R ความยาว : 139 นาที ประเภท: Drama | Romance
ผู้กำกับ : Mike Newell
บทประพันธ์ : Ronald Harwood (เขียนบท) ,Gabriel Garcia Marquez (นวนิยาย)
ดารานำแสดง : Javier Bardem,Giovanna Mezzogiorno และ Benjamin Bratt
--
"คุณรอคนที่รักได้นานแค่ไหน ? คงมีคำตอบที่ออกมาได้หลายแนว ขึ้นอยู่กับว่าถามใคร แต่ไม่ว่าจะเป็นคำตอบที่สวยหรูขนาดไหนก็ต้องดูกันยาวๆ ผ่านกาลเวลาถึงจะพิสูจน์ได้ว่าเป็นจริงแค่ไหน เหมือนเรื่องราวในภาพยนต์เรื่องนี้
Love In The Time Of Cholera เป็นหนังที่ถูกคาดหวังไว้เยอะ เพราะว่าสร้างจากนวนิยายภาษาสเปนระดับรางวัลโนเบล ที่มีชื่อว่า El Amor en los Tiempos de Colera ซึ่งแต่งโดย กาเบรียล การ์เซีย มาเกซ ( Gabriel García Márquez )นักเขียนชาวโคลัมเบีย อันเป็นนวนิยายที่ดีมากจนเป็นที่กล่าวถึงกันกว้างขวางถึงขนาดถูกรวมให้เป็นหนึ่งในหนังสือ 100 เล่มที่ต้องอ่านก่อนตายทีเดียว เมื่อดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์ ก็ได้มือเขียนบทระดับออสการ์โรนัลด์ ฮาร์วู้ด จาก Oliver Twist, Being Julia และ The Pianist ยังไม่พอยังได้ผู้กำกับที่ถนัดหนังแนวนี้มากำักับอีกด้วย
หนังเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นโคลัมเบียหลังสงครามโลก เป็นเรื่องราวของชีวิตรักของหนุ่มน้อยเดินโทรเลขจนๆ ชื่อฟลอเรนติโน่ (Javier Bardem) กับสาวน้อยที่ชื่อเฟอมิน่า (Giovanna Mezzogiorno) ซึ่งเกิดในตระกูลที่มีฐานะ เขาตกหลุมรักเธอตั้งแต่แรกเห็น จึงใช้วิธีเขียนจดหมายพร่ำพรรณนาเป็นบทกวีแสดงความรักที่มีต่อเธอ เมื่อบิดาของเฟอมิน่ารู้ได้ขัดขวางด้วยเห็นว่าทั้งสองมีฐานะต่างกันเกินไป และชี้ให้เฟอร์มิน่าเห็นว่า ความรักครั้งนี้เป็นแค่ภาพลวงตาเท่านั้น
หลัง จากนั้นบิดาของเฟอร์มิน่าได้ขอให้เธอย้ายไปอยู่ต่างเมือง ในช่วงนี้เองที่เธอล้มป่วยลงด้วยโรคอหิวาต์ และได้พบกับดร. จูเวอนาล (Benjamin Bratt) นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอหิวาตกโรค จนได้แต่งงานกันในที่สุดด้วยความเห็นชอบของครอบครัว
วันเวลาล่วงเลย ไป เฟอร์มิน่ามีลูกชาย ลูกสาว กับดร.จูเวอนาลหลายคน และทั้งคู่อยู่ร่วมกันจนชรา ส่วนฟลอเรนติโน่นั้น ยังคงครองตัวเป็นโสดตลอดมา แม้จะยังรักและคิดถึงเฟอมิน่าอยู่เสมอและถึงจะมีชีวิตอยู่ด้วยความทุกข์ ทรมานจากความรักในอดีต แต่เขาก็บำบัดมันด้วยเซ็กส์ด้วยการเปลี่ยนคู่นอนราวกับเปลี่ยนเสื้อผ้า พร้อมๆ ไปกับการเฝ้ารอวันที่ทั้งคู่จะได้มีโอกาสอยู่ร่วมกัน
ใช่แล้ว เขาเฝ้ารอคอยเป็นเวลา 51 ปี 9 เดือน 4 วันจนถึงวันที่สามีเธอเสียชีวิต ทันทีที่รู้ข่าว เขาติดต่อกลับมาหาเธอ แต่เธอกลับปฏิเสธเขาเป็นรอบที่สองด้วยน้ำเสียงอันโกรธเกรี้ยว ... ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะลงเอยกันได้ไหม บทสรุปของความรักที่รอคอยมายาวนานจะเป็นจบลงอย่างไรนั้น.. ต้องชมเองค่ะ :)
----
ฉัน ได้ชมภาพยนต์เรื่องนี้จากเคเบิ้ลทีวี ในความรู้สึกแล้วคิดว่าหนังน่าจะำทำได้ดีกว่านี้ เพราะว่ามันไม่ได้ทำให้ฉันมีความรู้สึกร่วมไปกับความรักของพระเอกและนางเอก เลย ด้วยการแสดงออกของนางเอกที่มีต่อพระเอกนั้นดูเฉยชามาก อดถามตัวเองขณะชมไปด้วยไม่ได้ว่า เอ ตกลงเฟอร์มิน่ารักฟลอเรนติโน่หรือเปล่า มิหนำซ้ำฉันยังคิดไปอีกว่า ชีวิตคู่ของนางเอกกับคุณหมอนั้นก็ดูเข้าทีดี เต็มไปด้วยการให้เกียรติซึ่งกันและกัน ฉันว่าความรักไม่จำเป็นต้องหวือหวาตื่นเต้นเร้าใจหรอก แค่ให้มันสม่ำเสมอเท่านั้นแหล่ะที่จะทำให้ชชีวิตคู่อยู่ได้ยืนยาว ..
สำหรับ ตัวของพระเอกคือฟลอเรนติโน่เอง ก็แสดงความรักออกมาได้ไม่สมจริง มันออกแนวหลงไหลมากกว่าในช่วงที่ห่างกันไปก็ทำตัวเหลวแหลกซะ แถมยังพยายามจะกลับมาพบกับนางเอกตอนที่สามีเธอตายแล้วอีกตะหาก มันดูออกแนวไม่จริงใจอย่างไรก็ไม่รู้ในสายตาของฉัน
กลับมาที่คำถาม ตอนต้นที่ว่า "คุณรอคนที่รักได้นานขนาดไหน? ถ้าหากการรอนั้น เป็นการรอที่ไม่มีคุณภาพ แม้จะรอถึงตลอดชีวิตอย่างที่ฟลอเรนติโน่รอ ฉันก็คิดว่า เป็นการรอที่สูญเปล่าอย่างสิ้นเชิง
---Love in the Time of Cholera (2007) : Movie Trailer
Taking Chance (2009) : ภารกิจพาวีรชนกลับบ้าน
Taking Chance (TV 2009)
ระยะเวลาฉาย : 77 นาที , ประเภท : Drama | War
ผู้กำักับ : Ross Katz
บทประพันธ์ : Michael Strobl (บทความ+เขียนบท)
ดารานำแสดง : Kevin Bacon,Tom Aldredge และ Nicholas Art
รางวัลที่ได้รับ : ได้รับเสนอเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ 19 รางวัล & ชนะเลิศ 5 รางวัล ดูรายละเอียด
--
ฉัน ไม่ได้ตั้งใจดูหนังเรื่องนี้มาก่อน เพียงแต่บังเอิญกดปุ่มรีโมทเคเบิลทีวีแล้วไปเจอภาพยนต์เรื่องนี้ในช่อง HBO ด้วยเหตุว่าพระเอกเป็นดาราที่ชื่นชอบอยู่เป็นทุนเดิม จึงหยุดดูว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร และไม่น่าเชื่อว่าหนังที่ดำเนินเรื่องแนวสารคดีชีวิตทหารแบบนี้จะสามารถดึง เวลาของฉันให้นั่งดูมันจนจบเรื่องได้
Taking Chance สร้างโดยเคเบิลทีวีช่อง HBO เพื่อฉายในช่องของตัวเอง เป็นเรื่องราวที่สร้างจากเรื่องจริงของนาวิกโยธินสหรัฐอเมริกา Lt.Col. Michael Strobl ซึ่งในเรื่องใช้ชื่อว่า ไมค์ (Kevin Bacon) ผู้รับอาสานำร่างนายทหารหนุ่มวัย 19 นามว่า PFC Chance Phelps ที่เสียชีวิตจากภารกิจสงครามอิรักกลับสู่บ้านเิกิด ซึ่งก็คือ Dubois, Wyoming อันเป็นถิ่นกำเนินของไมค์เช่นกัน และนั่นเป็นสาเหตุที่เขารับอาสาทำภารกิจนี้
Twelve Monkeys (1995) : ไวรัสล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ กับแก๊งลิง 12 ตัว
Twelve Monkeys (1995)
เรท : R ระยะเวลา : 129 นาที ประเภท : Mystery | Sci-Fi | Thriller
ผู้กำกับ : Terry Gilliam
บทประพันธ์/เขียนบท : Chris Marker ,David Webb Peoples
ดารานำแสดง : Bruce Willis , Madeleine Stowne และ Brad Pitt
รางวัลที่ได้รับ : ได้รับการเสนอเข้าชิงรางวัลออสการ์ 8 รางวัล & ชนะเลิศ 10 รางวัล ดูรายละเีอียด
--
ฉัน เพิ่งได้ดูภาพยนต์เรื่องนี้ทั้งๆที่เป็นหนังที่ดี และดังมากในอดีต เป็นหนังที่มีแนวคิดและพลอตเรื่องก้าวหน้าจนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นหนังที่ ฉายเมื่อ 15 ปีที่ผ่านมา เพราะว่าเราสามารถเห็นพลอตคล้ายๆ กันนี้ ในภาพยนต์สมัยนี้ได้อย่างกลาดเกลื่อน
Twelve Monkeys (1995) เป็นเรื่องราวที่่บอกเราว่าในอนาคตข้างหน้ามีที่ไวรัสทำลายล้างพันธุ์มนุษย์จนไม่สามารถอาศัยอยู่บนพื้นดินได้อีกต่อไป มนุษย์จำนวนหนึ่งที่รอดพ้นจากไวรัสดังกล่าวต้องอพยพกันลงมาอาศัยอยู่ในเมืองที่สร้างอยู่ใต้ดิน
ป้ายกำกับ:
Mystery
,
Sci-Fi
,
Terry Gilliam
,
Thriller
The Fighter (2010) : ใจสู้ซะอย่าง อะไรก็เป็นไปได้
The Fighter (2010)
เรท : R ความยาว : 116 min ประเภท : Biography | Drama | Sport
ผู้กำกับ : David O. Russell
บทประพันธ์/เขียนบท : Scott Silver,Paul Tamasy
ดารานำแสดง : Mark Wahlberg,Christian Bale และ Amy Adams
รางวัลที่ได้รับ : ได้รับการเสนอเข้าชิงรางวัลออสการ์ 47 รางวัล & ชนะเลิศ 39 รางวัล ดูรายละเอียด
---
ปกติแล้วฉันเป็นคนที่ไม่ชอบดูหนังเกี่ยวกับหมัดๆ มวยๆ เท่าใดนัก เพราะรู้สึกมาตลอดว่า การชกมวยไม่ใช่กีฬา ดังนั้นจึงไม่สนุกเลยที่จะมานั่งดูคนสองคนมาต่อยตีกันเช่นนั้น ถึงแม้ว่าฉันจะรู้ว่าหนังเรื่องนี้ดีมาก และมีแผ่นดีวีดีอยู่ในมือแล้วก็ตาม แต่ฉันก็ยังผลัดวันประกันพรุ่งที่จะหยิบมันขึ้นมาดู... วันนี้เมื่อตัดสินใจดู ก็รู้สึกว่าไม่แปลกใจเลยที่ IMDB จะให้คะแนนถึง 8.00
The Fighter เป็นภาพยนต์ที่สร้างจากเค้าโครงเรื่องชีวิตจริงของนักชกรุ่นไลต์เวลเตอร์เวต ไอริช มิคกี้ วาร์ด หนังเล่าถึงเรื่องราวของสองพี่น้องนักมวย ผู้ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอุปสรรคที่เกิดจากครอบครัว ที่ครอบงำจนทำให้เขาใช้ชีวิตภายใต้เงานั้น และอุปสรรคภายในใจตัวเองที่ไม่อาจก้าวข้ามพ้นเงาผู้อื่นที่ครอบงำออกมาได้
มิ กกี้ (Mark Wahlberg) เป็นชายหนุ่มที่มีอนาคตไกลทางด้านการชกมวย เขาเฝ้ามอง และเพียรฝึกฝนตามอย่างบุคคลผู้เป็นฮีโร่ประจำใจของเขามาตั้งแต่เด็กนั่นคือ พี่ชายของเขาเอง ดิ้กกี้ (Christian Bale) ทั้งสองพี่น้องใช้ชีวิตอยู่ในวงการมวยภายใต้การบงการของมารดา คือ อลิซ (Melissa Leo)
มิกกี้นั้นดูจะเป็นความหวังใหญ่ของครอบครัวนี้ซึ่ง ประกอบด้วยอลิซ มารดาผู้มีบุคลิกชอบบงการ ดิกกี้พี่ชายที่เคยมีอดีตรุ่งโรจน์ทางด้านการชกมวย แต่กลับมาตกอับเพราะพลาดพลั้งไปติดยาเสพติด ตอนนี้ดิกกี้ทำได้เพียงแค่เป็นเทรนเนอร์ให้กับน้องชาย หวังให้มิกกี้ได้คว้าโอกาสที่เขาเคยพลาดนั้น และยังมีพี่สาวอีกเป็นโขยงที่อาศัยอยู่ภายในบ้าน รอรับความช่วยเหลือจากเขา
จุด เปลี่ยนที่สำคัญของมิกกี้คือ วันที่เขาพ่ายให้กับนักมวยที่ขึ้นมาชกแทนนักมวยที่ตกลงกันไว้ และการที่ได้พบกับชาร์ลีน (Amy Adams) สาวสวยทำงานบาร์ ชาร์ลีนนั้นมีประวัติการเรียนที่ดี ควรจะมีโอกาสที่ดีในอนาคต ถ้าหากไม่ประมาทในการชีวิตด้วยการเที่ยวหนัก และดื่มสุราจนพลาดโอกาสดีๆ เหล่านั้น เธอต้องมาทำงานบาร์แทน และได้พบกับมิกกี้ เธอคอยช่วยประคองเขาให้ก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ จนประสบความสำเร็จในที่สุด
ส่วน ดิกกี้เอง เขาได้ค้นพบข้อบกพร่องของตัวเอง และคิดได้เมื่อมีเหตุการณ์ที่ต้องทำให้เขาติดคุก ชีวิตในเรือนจำ ทำให้เขาได้มีเวลาทบทวนตัวเอง และแก้ไขมันอีกครั้ง
ช่วงชีวิตที่ผ่านมาของมิกกี้เขาเดินอยู่ภายใต้ร่มเงาของมารดา พยายามที่จะเป็นเงาของพี่ชายที่เป็นฮีโร่ของเขา จนวันหนึ่งได้ตะหนักว่า "เราไม่สามารถประสบความสำเร็จ โดยการยืนอยู่บนเงาของคนอื่น" ด้วยกำลังใจจากบิดาและชาร์ลีน เขาตัดสินใจก้าวออกมาจากการดูแลของมารดา และพี่ชาย และได้พิสูจน์ให้ทั้งสองเห็น ในช่วงนี้ทำให้พี่ชาย และมารดาได้คิดทบทวนข้อบกพร่องต่างๆ ของตัวเอง และในตอนท้ายเรื่องเมื่อทั้งคู่ปรับปรุงตัวเองแล้ว ก็เข้ามาช่วยทำให้มิกกี้ประสบความสำเร็จได้มากยิ่งขึ้นไปอีก ..
สำหรับ ความรู้สึกของฉันเมื่อได้ชมภาพยนต์เรื่องนี้จบ คือ มันทำให้ฉันเชื่อมั่นในการเริ่มต้นใหม่ ชีวิตของคนเราไม่ว่าผิดพลาดอะไรมา แต่เราสามารถเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ .. แท้จริงแล้วโอกาสสำหรับเริ่มต้นใหม่นั้นมีอยู่ตลอดเวลา และคนที่จะให้โอกาสนั้นคือ ตัวคุณเอง..
ดังนั้นเมื่อดูหนังเรื่องนี้ จบ ฉันรู้สึกอิ่มใจ และตั้งใจจะเก็บหนังเรื่องนี้ไว้เป็นหนังในดวงใจอีกเรื่องหนึ่ง ที่จะไว้นึกถึงเมื่อวันใดที่รู้สึกพลาดหวังและท้อแท้
---- The Fighter (2010) : Movie trailer
--
ป้ายกำกับ:
Biography
,
David O. Russell
,
Drama
,
sport
The Reader (2008) : สุดที่รักนักอ่าน
The Reader (2008)
เรต : R ความยาว : 124 นาที ประเภท : Drama | Romance
ผู้กำกับ : Stephen Daldry
บทประพันธ์: (Bernhard Schlink : นวนิยาย),David Hare(เขียนบท)
ดารานำแสดง : Kate Winslet,Ralph Fiennes และ Bruno Ganz
รางวัลที่ได้รับ : เข้าได้รับการเสนอเข้าชิงรางวัลออสการ์ 32 รางวัล & ชนะเลิศ 14 รางวัล >>ดูรายละเีอียด
--
"การอ่านไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากการสนทนาในความเงียบ" - (วอลเตอร์ ซาเวจ แลนเดอร์ ) ฉันว่าคำกล่าวนี้น่าสนใจ ถ้าหากว่ามันเป็นความจริงแล้ว มันจะวิเศษสักเพียงไหน ถ้าหากเราสามารถแบ่งปันบทสนทนาร่วมกัน ด้วยการอ่านออกเสียงให้ใครสักคนที่มีรสนิยมเดียวกันฟัง นี่คือความพิเศษและโรแมนติกของภาพยนต์เรื่องนี้
The Reader เ็ป็นเรื่องราวความสัมพันธ์ลึกซึ้งเหม่นเหม่ศีลธรรมของหนุ่มน้อยกับสาวใหญ่ ในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 หนุ่มน้อยวัยรุ่นอายุ 15 นามว่า มิคาเอล (David Kross)กำลังเรียนอยู่ในชั้นมัธยม กับสาวใหญ่วัย 36 ชื่อ ฮันนา (Kate Winslet) ที่ทำงานเป็นพนักงานเก็บตั๋วโดยสาร โดยความสัมพันธ์ของทั้งคู่เชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้งด้วยการ "อ่าน" ฮันนาชอบที่ให้มิคาเอลอ่านหนังสือออกเสียงให้เธอฟัง ส่วนใหญ่เป็นหนังสือวรรณกรรมชิ้นเอกของโลกอย่าง "The Odyssey" ,"Huck Finn" และ "The Lady with the Little Dog."
กิจวัตรที่มิคาเอลต้องทำเป็น ประจำในช่วงนั้นคือ หลังเลิกเรียนบึ่งจักรยานมาหาฮันนา อ่านหนังสือให้เธอฟัง อาบน้ำอาบท่าให้เรียบร้อย แล้วจึงค่อยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกัน ทำอย่างนี้ราวกับว่ามันเป็นกิจกรรมบังคับ ในขณะที่ความหลงไหลลึกซึ้งที่มิคาเอลมีต่อฮันนาเพิ่มขึ้นทุกวัน ฉับพลันวันหนึ่งฮันนาก็หายตัวไปจากชีวิตของเขาโดยไม่ได้บอกกล่า่ว..
แปด ปีถัดมาขณะที่มิคาเอล (Ralph Fiennes) เป็นนักศึกษากฎหมายในมหาวิทยาลัย เขาได้พบกับฮันนาอีกครั้ง แต่ตอนนี้เธออยู่ในสถานะจำเลยในคดีที่เกี่ยวกับสงครามนาซี ในช่วงนี้เองที่เขาได้ค้นพบความลับบางสิ่งในชีวิตของฮันนา.. เป็นความลับที่เธอเฝ้าเก็บงำมาตลอดชีวิต และมันเป็นความลับกำหนดชะตากรรมของเธออีกด้วย
สำหรับมิคาเอลเองแล้ว แม้จะพบเจอคบหาผู้หญิงสักกี่คน ก็ไม่มีใครเหมือนกับฮันนา หญิงสาวผู้สอนให้เขารู้จักความรัก ความหลงใหล ทั้งในรูปกาย แต่สุดท้ายในบั้นปลายชีวิตของฮันนา เธอได้พบกับหนทางอยู่ร่วมกับเขาอีกครั้ง ในรูปแบบของ "การอ่านออกเสียงของเขาให้เธอฟัง" อีกครั้ง เป็นระยะเวลาต่อเนื่องนานนับสิบปี ...
หนัง เรื่องนี้เป็นภาพยนต์โรแมนติกที่ละเมียดละไม และน่าเศร้าใจไปพร้อมๆ กัน ในความรู้สึกของฉันที่เข้าใจหัวอกคนรักการอ่าน เพราะมันยากเย็นเข็ญใจเพียงไหนที่จะได้พบกับคนที่มีรสนิยมเหมือนกัน เสพสุขในสิ่งเดีียวกัน นั่นคือ หนังสือเล่มโปรด เหมือนฮันนากับมิคาเอล ที่เชื่อมโยงกันด้วยความสนใจเดียวกัน แต่เมื่อโชคชะตาไม่เป็นใจ ทั้งคู่ได้พบกันในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม .. เรื่องรักโรแมนติกจึงกลายเป็นเรื่องเศร้าแทน ~
---The Reader (2008) : Movie Trailer
สมัครสมาชิก:
บทความ
(
Atom
)
